รายละเอียดวิทยานิพนธ์
ชื่อวิทยานิพนธ์ ผลของการใช้รูปแบเพื่อพัฒนาเมตาคอคนิชั่นที่มีต่อเมตาคอคนิชั่นและสัมฤทธิผลทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
EFFECTS OF USING THE METACOGNITIVE DEVELOPMENT MODEL ONPRATHOM SUKSA SIX STUDENTS' METACOGNITION AND ACADEMICACHIEVEMENT
ชื่อนิสิต สมจิตร์ ทรัพย์อัประไมย
Somchit Saphapramai
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา รศ ดร ชุมพร ยงกิตติกุลรศ ดร เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์
Asso Prof Chumporn Yongkittikul Ph DAsso Prof Penpilai Rithakananone Ph D
ชื่อสถาบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
Chulalongkorn University. Bangkok. (Thailand). Graduate School.
ระดับปริญญาและรายละเอียดสาขาวิชา วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. ครุศาสตร์ (จิตวิทยาการศึกษา)
Master. Education (Educational Psychology)
ปีที่จบการศึกษา 2540
บทคัดย่อ(ไทย) การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบเพื่อพัฒนาเมตาคอคนิชั่นที่มีต่อเมตาคอคนิชั่นและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 การวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรกเป็นการศึกษานำร่องเพื่อปรับปรุงรูปแบบเพื่อพัฒนาเมตาคอคนิชั่น ส่วนระยะที่สองเป็นการทดลองใช้รูปแบบเพื่อพัฒนาเมตาคอคนิชั่นแบบแผนการทดลองเป็นแบบสุ่มในบล็อค และทดสอบหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2540 โรงเรียนมารีสวรรค์ เขตดอนเมืองจำนวน 46 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยวิธีสุ่มในบล็อค กลุ่มละ 23 คน กลุ่มทดลองฝึกด้วยรูปแบบเพื่อพัฒนาเมตาคอคนิชั่นและทำแบบฝึกหัด วันละ 45-50 นาทีทุกวัน เป็นเวลา 16 วัน กลุ่มควบคุมทำแบบฝึกหัดเช่นเดียวกับกลุ่มทดลองแต่ไม่ได้ฝึกเมตาคอคนิชั่น และไม่ได้รับผลป้อนกลับ การเก็บข้อมูลกระทำทันทีหลังการทดลอง และกระทำภายหลังการทดลอง 12 วัน วิธีที่ใช้รวบรวมข้อมูลได้แก่มาตรวัดเมตาคอคนิชั่น การสัมภาษณ์ การคิดออกเสียงการสังเกตและการทดสอบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ได้แก่ MANOVA, สถิติทดสอบ ที (t-independent),One Way ANOVA ผลการวิจัยพบว่า (1) คะแนนเมตาคอคนิชั่นทั้งในงานด้านการอ่านตำรา และในงานด้านการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทั้งในระยะหลังการทดลองและในระยะติดตามผล (2) กลุ่มทดลองมีการทำนายผลสำเร็จในงาน และการทำนายความมั่นใจในคำตอบสำหรับงานด้านการอ่านตำราสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผล(3) คะแนนผลสัมฤทธิ์ในด้านการอ่านตำราของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ไม่แตกต่างกัน ทั้งในระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผล (4) กลุ่มทดลองมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทั้งในระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผล (5) ในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลางภาคเรียนที่ 2/2540 นั้น กลุ่มทดลองมีผลรวมเชิงเส้นตรงของคะแนนวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์และ ส.ป.ช.สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (6) ขนาดเฉลี่ยของอิทธิพลสำหรับตัวแปรเมตาคอคนิชั่น มีค่า 0.82 และสำหรับตัวแปรผลสัมฤทธิ์ มีค่าเท่ากับ 0.43
บทคัดย่อ(English) The purpose of this research was to study theeffects of using a model of metacognitive developmenton Prathom Suksa Six students' metacognition andacademic achievement. The pilot study was conducted todevelop and refine appropriate metacognitivedevelopment model. The intervention experiment wasconducted with 46 subjects who were randomly assignedin each block into treatment and control groups. Arandomized block posttest only design was used. Thetreatment group was trained by the researcher using themetacognitive development model for a period of 16 dayswith 45-50 minutes each day. The control group did thesame exercises as the treatment group but nometacognitive training and feedback were provided. Thedata were collected immediately after treatment and 12days after treatment. Self-report, interviews, thinkaloud procedure and observation were used as datacollection methods. The results were as follows: (1) Randomized blockmodel MANOVA analysis revealed positive results onmetacognition in text reading and metacognition in mathproblem solving measuring immediately after treatmentand follow up periods. (2) The t-independent testindicated that the treatment group's prediction ofperformance and the judgment of confidence weresignificantly more accurate than the control group's.(3) Randomized block model One Way ANOVA showed nosignificant difference between the treatment andcontrol groups on students' reading comprehensionimmediately after treatment and follow up periods. (4)The math problem solving achievement of the two groupswere statistically different both in immediately aftertreatment and follow up periods. (5) The two groupswere also found to differ significantly in theirmid-term academic achievement, especially in math. (6)The average effect size for metacognition was 0.82 andthe average effect size for achievement was 0.43.
ภาษาที่ใช้เขียนวิทยานิพนธ์
จำนวนหน้าของวิทยานิพนธ์ 318 P.
ISBN 974-638-783-9
สถานที่จัดเก็บวิทยานิพนธ์
คำสำคัญ METACOGNITION, METACOGNITIVE DEVELOPMENT MODEL, TRAINING
วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง



© 2009 ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ All Rights Reserved.