| ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา |
รุ่งชัย ชวนไชยกูล, Ph.D. (Exercise Physiology)ไถ้ออน ชินธเนศ, Ph.D. (Neuroscience)ทศพร ยิ้มลมัย, Ph.D. (Exercise Physiology) Rungchai Chaunchaiyakul, Ph.D. (Exercise Physiology)Thyon Chentanez, Ph.D. (Neuroscience)Tossaporn Yimlamai, Ph.D. (Exercise Physiology) |
| บทคัดย่อ(ไทย) |
จุดประสงค์การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของระบบหายใจต่อการออกกำลังกายโดยมีแรงต้านที่กระทำต่อหน้าท้องในระดับต่างๆ ทดสอบในผู้หญิงที่มีสุขภาพดี จำนวน 10 คน อายุ 17-25 ปี แบ่งการทดลองออกเป็น 8 ส่วนคือ การทดลองที่ระยะพักโดยไม่มีแรงต้านต่อหน้าท้อง (สภาวะควบคุม) และเมื่อมีแรงต้านต่อหน้าท้อง 0, 10 และ40 มิลลิเมตรปรอท การทดลองที่ขณะออกกำลังกายโดยไม่มีแรงต้านต่อหน้าท้องและมีแรงต้านต่อหน้าท้อง 0, 10 และ40 มิลลิเมตรปรอท ที่ความหนัก 60%-80% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด หาสมรรถภาพการทำงานของระบบหายใจ(ความจุปอดรอม ปริมาตรของการหายใจเข้าและออกเต็มที่ปกติ ความจุปอดคงค้างในการหายใจปกติ ปริมาตรหายใจเข้าออกแต่ละครั้ง ปริมาตรของอากาศหายใจเข้าและออกปกติเต็มที่ ปริมาตรของอากาศที่หายใจเข้า - ออกสูงสุดในระยะพักทดสอบการแลกเปลี่ยนก๊าซ (ปริมาณก๊าซออกซิเจนที่ใช้, ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกขับออก อัตราส่วนปริมาณก๊าซออกซิเจนที่ใช้กับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกขับออก อัตราการหายใจ) พบว่าในระยะพักรวมกับมีแรงต้านที่หน้าท้องระดับที่ 40 มิลลิเมตรปรอท ปริมาตรหายใจออกสำรอง, ความจุปอดคงค้างในกายหายใจปกติความจุปอดรวมปริมาตรของอากาศหายใจเข้าและออกปกติเต็มที่และปริมาตรอากาศที่หายใจออกแรงและเร็วที่สุดใน1 วินาทีแรก ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับที่สภาวะควบคุม ในระยะพักรวมกับมีแรงต้านที่หน้าท้องทั้งที่ระดับ 0, 10 และ 40 มิลลิเมตรปรอท มีการเพิ่มขึ้นของอัตราการหายใจอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะออกกำลังกายที่ความหนัก 60% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดรวมกับมีแรงต้านที่หน้าท้องทั้งที่ระดับ 10 และ 40 พบว่าปริมาตรที่ลมหายใจเข้า - ออกแต่ละครั้งลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับขณะออกกำลังกายที่ความหนัก 60% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดโดยไม่มีแรงต้านที่หน้าท้อง ยิ่งกว่านั้นในระยะพักรวมกับมีแรงต้านที่หน้าท้องระดับ40 มิลลิเมตรปรอทยังพบว่า ปริมาณก๊าซออกซิเจนที่ใช้ ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกขับออก อัตราส่วนปริมาณก๊าซออกซิเจนที่ใช้กับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกขับออกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากผลการทดสอบสรุปได้ว่าการใช้แรงต้านที่กระทำต่อหน้าท้องมีผลต่อการทำงานของระบบหายใจ, การแลกเปลี่ยนก๊าซ และการหายใจสำรองที่ระยะพักแต่ไม่มีผลในขณะออกกำลังกาย สำหรับงานวิจัยในครั้งต่อไปน่าจะเพิ่มระยะเวลาในการทดสอบทดสอบในระยะฟื้นตัวหลังออกกำลังกาย หาวิธีการรัดหน้าท้องในแบบอื่นๆ ศึกษาวิจัยในเพศและอายุที่แตกต่างออกไปเป็นต้น |
| บทคัดย่อ(English) |
To investigate the effects of varying degrees of abdominal restriction loading on pulmonary function and exerciseperformance, ten healthy women, age 17-25 years, were randomly assigned to one of 2 main experimental conditions;a). resting (without and with strapping at 0, 10 and 40 mmHg) and b). exercising toward 60 and 80%MHR (maximalheart rate) without and with strapping (at same strapping conditions) where resting with no strapping was served ascontrol. Vital capacity (VC), expiratory reserve volume (ERV), total lung capacity (TLC), inspiratory reserve volume(IRV), functional residual capacity (FRC), tidal volume (VT), forced expiratory volume in 1 s(FEV1.0), %FEV1.0 / FVC and forced vital capacity (FVC), rate of oxygen consumptionand carbon dioxide production (VO2 and VCO2), minute ventilation (VE), respiratoryexchange ratio (RER) and respiratory reserve (REV), were recorded prior to and at target heart rates. Results showedthat 10 and 40 mmHg strapping at rest significantly diminished ERV, FRC, TLC, VC, FEV1.0 and FVCfrom control condition. While resting metabolic function, VO2, VCO2, RER and REV at10 mmHg restriction, was not changed with strapping, 40 mmHg restriction induced significantly increased in thesevariables. During exercise, either strapping or non-strapping induced no change in the above variables except thereduction in VT at 60%MHR. REV remained unchanged during progressive exercise, no matterstrapping was induced or not. In conclusion, abdominal restrictions at rest, of either 10 or 40 mmHg, induce similar reduction in pulmonaryvolumes, capacities and flows. As extra-abdominal pressure was increased, 40 mmHg restriction, this induces furtherincrease in the resting metabolic function. Strapping exerts no effect on pulmonary and metabolic functions duringprogressive exercise. Additionally, respiratory reserve during high progressive exercise condition is far more thancardiac reserve. This study suggests that elastic abdominal strapping / garment of above 10 mmHg induces metabolicalteration. |