รายละเอียดวิทยานิพนธ์
ชื่อวิทยานิพนธ์ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและวิธีการจัดการกับตนเองต่อภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ของผู้สูง อายุสตรีไทยในชุมชน
RELATED FACTORS AND SELF-MANAGEMENT METHODS OF URINARY INCONTINENCE IN THAI FEMALE ELDERLY
ชื่อนิสิต เพ็ญศิริ สันตโยภาส
Pensiri Santayopas
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา อ วิจิตร ศรีสุพรรณ DrPH อ จริยาวัตร คมพยัคฆ์ DrPH อ สุทธิชัย จิตะพันธ์กุล MD MSc
Wichit Srisuphan Dr P H Jariyawat Kompayak Dr P H Sutthichai Jitapunkul M D M Sc
ชื่อสถาบัน มหาวิทยาลัยมหิดล. บัณฑิตวิทยาลัย
Mahidol University. Bangkok (Thailand). Graduate School.
ระดับปริญญาและรายละเอียดสาขาวิชา วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต. พยาบาลศาสตร์ (พยาบาลศาสตร์)
Ph.D. Nursing (Nursing Science)
ปีที่จบการศึกษา 2541
บทคัดย่อ(ไทย) การศึกษานี้ เป็นการศึกษาเชิงสำรวจเพื่อหาอัตราความชุกของภาวะกั้นปัสสาวะ ไม่อยู่ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ผลกระทบที่เกิดขึ้น และวิธีการจัดการกับตนเองในกลุ่มผู้สูง อายุสตรีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในชุมชนเขตต่างๆ ของกรุงเทพมหานครระหว่างเดือน สิงหาคม 2540 ถึงมกราคม 2541 ใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุสตรีที่บ้านจำนวนรวม 720 คนตามกรอบแนวคิดเชิงระบาดวิทยาประกอบด้วยลักษณะทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อม แบบแผนการดำเนินชีวิต และระบบดูแลสุขภาพ ผลการวิจัยพบว่าผู้สูงอายุมีภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่คิดเป็นอัตราความชุกร้อยละ 28.5 ชนิดของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ที่พบบ่อยที่สุดคือ ชนิดผสมซึ่งมีอาการทั้งปัสสาวะ เล็ดเวลาไอหรือจามร่วมกับปัสสาวะราดกลั้นปัสสาวะไม่ทันร้อยละ 28.8 ของทั้งหมด และพบผู้มีภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ระดับรุนแรงมากร้อยละ 57.6 ผลกระทบทางจิตใจที่ส่งผล ต่อชีวิตทางสังคมของผู้สูงอายุสตรีได้แก่ ความรู้สึกไม่สุขสบาย ขาดความมั่นใจในตนเอง และรู้สึกต้องการแยกตัวออกจากสังคมคิดเป็นร้อยละ 66.8, 49.3 และ 49.3 ตามลำดับ ผู้สูงอายุสตรีส่วนใหญ่ยอมรับสภาพต่อภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่และมีวิธีการจัดการกับตนเอง ที่ใช้บ่อย ได้แก่ เปลี่ยนผ้าเมื่อเปียก ถ่ายปัสสาวะบ่อยๆ งดกิจกรรมนอกบ้าน และรีบ เข้าส้วมทันทีเมื่อปวดตามลำดับ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่อย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติได้แก่ ค่าดัชนีความหนาของร่างกายที่เกินมาตรฐาน ประวัติการ เจ็บป่วยปัจจุบัน การเป็นโรคหัวใจ การเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ ภาวะท้องผูก เรื้อรัง และภาวะซึมเศร้า เมื่อพิจารณาถึงความชุกของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ใน ผู้สูงอายุสตรีซึ่งพบมากถึงร้อยละ 28.5 ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ที่จำเป็นต้อง ได้รับการแก้ไข การจัดโปรแกรมให้ความรู้แก่ผู้มีอาการ ครอบครัว และผู้ให้บริการด้าน สุขภาพในการป้องกันและควบคุมการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่เพื่อให้เกิดความรู้ มีทัศนคติ ความคาดหวัง และการจัดการกับปัญหาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็น และสมควรจัดให้มีการฝึกอบรมเพื่อเตรียมพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ และมีการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรของผู้ให้บริการสุขภาพต่างๆ ด้วย
บทคัดย่อ(English) The purpose of this survey research was to investigate the prevalence of urinary incontinence (UI), related factors, psycho-social impacts and self-management methods of Thai elderly females aged 60 years and over living in the general community in Bangkok. Seven hundred and twenty female elderly were interviewed using epidemiological model to obtain data about their human biological and environmental factors, life-styles and the access to health-care systems for factors related to UI. The results showed that the prevalence of UI in Thai elderly females was 98.5%. The most common type is mixed UI, which is characterized by the presentation of both stress and urge UI simultaneously. Of the UI cases, 57.6 % were classified as severe incontinence. The psychological impacts which affected their social life were the perceptions of discomfort, low self-confidence, and social-isolation (66.8 %, 49.3 %. and 49.3 %, respectively). Most of the UI cases accepted their incontinence and the most common methods for self-management were changing their wet clothes, frequently urinating, avoiding going outside and urgency toileting. Factors that significantly related to UI were over-weight body mass index, present illness, heart disease, respiratory disease, constipation and depression. The findings indicate that UI in Thai elderly females is a major public health problem which needs to be solved. Appropiate health education programs for the prevention and control of UI to help change peoples knowledge. attitude, expectations, and management of UI are necessary for clients. families, and health care providers. It is important to set up a training program to prepare nurse specialists in this area and to integrate appropriate UI education into curriculum for health care providers.
ภาษาที่ใช้เขียนวิทยานิพนธ์ 974-662-537-3
จำนวนหน้าของวิทยานิพนธ์
ISBN 167 P.
สถานที่จัดเก็บวิทยานิพนธ์
คำสำคัญ URINARY INCONTINENCE, SELF-MANAGEMENT, FEMALE ELDERLY, ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่, วิธีการจัดการกับตนเอง, ผู้สูงอายุสตรี
วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง



© 2009 ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ All Rights Reserved.