รายละเอียดวิทยานิพนธ์
ชื่อวิทยานิพนธ์ ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาวจีนกับชุมชนชาวมุสลิมในจังหวัดปัตตานี : กรณีศึกษาสุสานลิ้มกอเหนี่ยว พ.ศ.2501-2533
THE RELATIONSHIP BETWEEN CHINESE AND MUSLIM COMMUNITIES IN PATTANIPROVINCE: A CASE STUDY OF THE LIM KUN YEW TOMB, 1958-1990
ชื่อนิสิต นันทิยา พิมลศิริผล
Nunthiya Phimonsiripol
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา ศ ดร ปิยนาถ บุนนาค
Prof Piyanart Bunnag Ph D
ชื่อสถาบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
Chulalongkorn University. Bangkok (Thailand). Graduate School.
ระดับปริญญาและรายละเอียดสาขาวิชา วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. อักษรศาสตร์ (ประวัติศาสตร์)
Master. Arts (Hitory)
ปีที่จบการศึกษา 2543
บทคัดย่อ(ไทย) วิทยานิพนธ์เรื่องนี้มีจุดมุ่งหมายศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาวจีนกับชุมชนชาวมุสลิมในจังหวัดปัตตานี โดยมองผ่านการพิจารณาสุสานลิ้มกอเหนี่ยวซึ่งเป็นภาพตัวแทนของอัตลักษณ์จีนที่มีต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างชาวจีนกับชาวมุสลิม และความสัมพันธ์ของชุมชนทั้งสองที่มีต่อกัน รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลที่มีต่อสุสานลิ้มกอเหนี่ยวอันมีมัสยิดกรือเซะเข้ามาเกี่ยวข้องทำให้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของชุมชนทั้งสอง ปัตตานีในอดีตเป็นเมืองท่าทางการค้าที่สำคัญของอาณาจักรลังกาสุกะ จึงทำให้มีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในปัตตานีเป็นจำนวนมาก ชาวจีนและชาวมุสลิมเป็นสองชุมชนที่อาศัยอยู่ในปัตตานี มีตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันว่า ลิ้มโต๊ะเคี่ยมเป็นชาวจีนที่เดินทางมาในปัตตานีและได้แต่งงานกับสตรีชาวมุสลิม เปลี่ยนศาสนาเป็นศาสนาอิสลาม และได้อาสาเจ้าเมืองสร้างมัสยิดกรือเซะประจวบกับลิ้มกอเหนี่ยวน้องสาวได้เดินทางมาตามให้กลับเมืองจีน ลิ้มโต๊ะเคี่ยมไม่ยอมกลับจึงทำให้ลิ้มกอเหนี่ยวฆ่าตัวตาย โดยนางได้สาปแช่งไม่ให้ลิ้มโต๊ะเคี่ยมสร้างมัสยิดได้สำเร็จ ลิ้มโต๊ะเคี่ยมได้สร้างสุสานให้กับลิ้มกอเหนี่ยม ปรากฎต่อมาว่าสุสานลิ้มกอเหนี่ยวได้เป็นภาพตัวแทนของความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างชุมชนชาวจีนกับชุมชนชาวมุสลิมในสายตาของชาวจีนมาตลอดเนื่องจากชาวจีนต้องการรักษาอัตลักษณ์จีนของตนไว้เมื่อเป็นชนกลุ่มน้อยในชุมชนจึงต้องสร้างความมั่นคงในจิตใจของตนขึ้น อย่างไรก็ดี ชาวจีนได้ปรับตัวในการอยู่ร่วมกับชาวมาเลย์มุสลิมได้ แต่เมื่อมีนโยบายของรัฐเกี่ยวกับโบราณสถานและการส่งเสริมการท่องเที่ยวมาเกี่ยวข้อง ทำให้ชาวมุสลิมไม่พอใจและก่อการประท้วงขึ้น ซึ่งผลที่เกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนทั้งสองในปัตตานี
บทคัดย่อ(English) This thesis aims to study the relationship between the Chinese andMuslim communities in Pattani province, by regarding the Lim Kun Yew Tombas a symbol of Chinese identity in analysing the various aspects of therelationship between the Chinese and the Muslims, including governmentpolicy towards the Lim Kun Yew Tomb and the Knize Mosque and its impact onthat relationship. Pattani was an important port of the Langkasuka Kingdom, attractingmany people to settle there. Chinese and Muslims formed two of thecommunities in Pattani. According to legend, Lim Tho Khiam was a Chinesewho travelled to Pattani and married a Muslim woman, converting to Islam.He volunteered to build the Kruze Mosque for the ruler. His sister Lim KunYew came from China to persuadehim to return home, but he refuses, causingLim Kum Yew to commit suicide. Before dying she put a cuses on the mosque,willing that it remain unfinished. Lim Tho Khiam built a tomb for hissister, which later became a symbol of the power relationship between theChinese and the Muslim communities, from the Chinese point of view. Thiswas because the Chinese wished to maintain their identity as a minoritygroup within the larger community, and needed to build up self-confidence.The Chinese were able, however, to coexist with the Malay Muslims. But whenthe Thai government's policy on tourism and ancient monuments was put intopractice in Pattani, it caused dissatisfaction among the Muslims, resultingin protests, The result of the government's policy did not, however, causeany violent conflicts between the Chinese and Muslim communities inPattani.
ภาษาที่ใช้เขียนวิทยานิพนธ์
จำนวนหน้าของวิทยานิพนธ์ 189 P.
ISBN 974-13-0562-1
สถานที่จัดเก็บวิทยานิพนธ์
คำสำคัญ RELATIONSHIP, CHINESE AND MUSLIM COMMUNITIES PATTANI, LIM KUNYEW TOMB
วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง



ข้อกำหนดและนโยบายการให้บริการเว็บไซต์ | นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
© 2009 ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ All Rights Reserved.