รายละเอียดวิทยานิพนธ์
ชื่อวิทยานิพนธ์ การสื่อสารระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม ในชุมชนรูสะมิแล จ.ปัตตานี ในช่วงระหว่างวิกฤตการณ์ ความรุนแรงของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
COMMUNICATION BETWEEN THAI BUDDHISTS AND THAI MUSLIMS IN RUSAMILAE COMMUNITY, PATTANI PROVINCE, IN THE PERIOD OF CRISIS OF THE THREE SOUTHERNMOST PROVINCES.
ชื่อนิสิต อาทิตยา เที่ยงวงษ์
Artittaya Thiangwong
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา รศ. เมตตา วิวัฒนานุกูล
Asso.Prof. Metta Vivatananukul
ชื่อสถาบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
Chulalongkorn University. Bangkok (Thailand). Graduate School.
ระดับปริญญาและรายละเอียดสาขาวิชา วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. นิเทศศาสตร์ (วาทวิทยา)
Master. Arts (Speed Communication)
ปีที่จบการศึกษา 2548
บทคัดย่อ(ไทย) การวิจัยเรื่อง การสื่อสารระหว่างชาวไทยและชาวไทยมุสลิม ในชุมชนรูสะมิแล จ.ปัตตานี ในช่วงระหว่างวิกฤตการณ์ ความรุนแรงของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาการสื่อสารระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมในช่วงระหว่างวิกฤตการณ์ ความรุนแรงของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่ามีลักษณะการสื่อสารกันอย่างไร ปัญหาและปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อการสื่อสารระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม และการรับรู้ สถานการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้รวมถึงทัศนคติ และพฤติกรรมการสื่อสารระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมเป็นอย่างไร การวิจัยนี้เก็บข้อมูลด้วยการใช้แบบสอบถาม กับชาวไทยพุธและชาวไทยมุสลิม ที่อาศัยอยู่ในชุมชนรูละมิแลจ.ปัตตานี จำนวน 200 คน ประกอบกับการการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้นำชุมชน และนักวิชาการ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จำนวน 4 คน ผลการวิจัยมีดังนี้ 1. ทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม ยังมีการทำงานร่วมกันอยู่เป็นประจำ ชาวไทยพุทธระบุว่ามีการประชุมร่วมกันค่อนข้างมาก และมีการไปมาหาสู่กันบ้าง ในระดับค่าเฉลี่ยสูงกว่าที่ชาวไทยมุสลิมระบุแต่ในส่วนของการไปร่วมงานพิธีต่างๆ การทำกิจกรรมในพื้นที่ และการพบปะหรือปรึกษาหารือกับผู้นำชุมชนต่างศาสนา รวมถึงการแก้ปัญหาหรือดำเนินนโยบายต่างๆ และการทำงานร่วมกันกับกลุ่มต่างๆ ที่อยู่ในชุมชนเดียวกัน ชาวไทยพุทธระบุการเข้าร่วมอยู่ในระดับต่ำกว่าชาวไทยมุสลิม 2. กลุ่มตัวอย่างในแบบสอบถามมีการระบุปัญหาและอุปสรรคในด้านความรู้ ความเข้าใจ (cognitive)คือความไม่เข้าใจภาษาและวัฒนธรรม แต่ไม่มีการระบุปัญหาและอุปสรรคด้านทัศนคติและความรู้สึก(affective) และด้านพฤติกรรม ยกเว้นความรู้สึกไม่ดีหากเพื่อนต่างศาสนากระทำสิ่งที่ขัดต่อวัฒนธรรมของตน และทั้งสองฝ่ายมักจับกลุ่มร่วมกับคนศาสนาเดียวกันมากกว่าคนต่างศาสนา 3. ผลจากแบบสอบถามพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการสื่อสารระหว่างชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิมในระดับสูง ได้แก่ ความภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทยและพบปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการสื่อสารอยู่ในระดับต่ำ ยกเว้นบทบาทของสื่อมวลชนซึ่งพบว่ามีผลอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลางในขณะที่ผลการสัมภาษณ์พบว่ากฎหมายหรือนโยบายของรัฐไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาในการใช้ชีวิตร่วมกัน และการนำเสนอข่าวสารในพื้นที่ภาคใต้ ไม่ได้มีส่วนทำให้เกิดความรุนแรงและความไม่สงบในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามผู้นำชาวไทยมุสลิม มีความเห็นว่า การนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน ทำให้ทัศนคติระหว่างกันเป็นไปในทางลบมากยิ่งขึ้น 4. ชาวไทยพุธ รับรู้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองศาสนาในช่วงระหว่างวิกฤตการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ในสภาวะที่แย่ลง และเห็นว่าควรปรับปรุงหรือสร้างความสัมพันธ์ในระดับชาวบ้านระหว่างชาวบ้านไทยพุทธกับชาวบ้านไทยมุสลิมมากที่สุด ในขณะที่ชาวไทยมุสลิมรับรู้ว่าสถานการณ์อยู่ในสภาวะปกติและเห็นว่าควรพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่างๆ มากที่สุดในชุมชนมากที่สุด ในขณะที่ผลจากการสัมภาษณ์พบว่าผู้นำชุมชนทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม เห็นว่าแม้คนต่างศาสนายังสามารถพูดคุยกันตามปกติแต่เป็นปฏิสัมพันธ์ในทางกายภาพ แต่ในส่วนของความสัมพันธ์เชิงจิตภาพเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องอาศัยความคุ้นเคยและไว้วางใจร่วมกันพอสมควร
บทคัดย่อ(English) This thesis focuses on channels and forms of communication between Thai Buddhists and Thai Muslims in Rusamilae Communiy,Pattani Province, problems and factors affecting their communication and how they perceive existing crisis and communication situation during the crisis of the 3 southernmost provinces. Survey questionnaires are distributed to 200 ThaiBuddhists and Thai Muslims, and in- depth interview with four community leaders are conducted. The results are as follow : 1) Both Thai Buddhists and Thai Muslims still cooperate in working as usual. Thai Buddhistsshow higher frequency of attending a meeting with and visiting Muslim colleagues than ThaiMuslims, but show lower frequency of joining in religious ceremonies, and community activities,discussing with religious leaders, working and joining with other groups in the same community.2) Questionnaire respondents specify mainly cognitive obstacles: no understanding in languageand culture. but specify no affective and behavioral obstacles, except that they will feel badif their colleague of different culture violate their cultural nouns and rates. However, it isalso found that both Thai Buddhists and Muslims prefer to stay in a same-culture group 3.) Thefactor which is found to have an effect on their communication at a high level is peoples prideof being a Thai, and the rest of the factors are found to have an effect at a low level, exceptthe role of mass media, which is found to have an effect at a low to medium level. From theinterview, legal action and government's political policies have no effect on their interactionwith people of different religion and culture, nor do mass media to play a role instrengthening violence and chaos in the provinces under crisis. However, both perceive thatmass media's news presentation increases more negative attitude towards one another. 4) Most Thai Buddhists perceive that the relationship between Thai Buddhists and Thai Muslimsis getting worse and interpersonal relationship between Thai domestic Buddhists and Muslimsshould be improved On the other hand, most Thai Muslims perceive that the present situation isnormal and intergroup relationship among various community groups should be improved However,from the interview both Thai-Buddhist, and Thai-Muslim leaders perceive that in spite of their'physical relationship', "mental or affective relationship" is very sensitive and hard toconclude. It needs relatively high intimacy and trust in order to obtain such information.
ภาษาที่ใช้เขียนวิทยานิพนธ์
จำนวนหน้าของวิทยานิพนธ์ 130 P.
ISBN 974-14-3341-7
สถานที่จัดเก็บวิทยานิพนธ์
คำสำคัญ INTERCULTURAL COMMUNICATION, THAI BUDDHISTS AND THAI MUSLIMS, CRISIS OF THE 3 SOUTHERNMOST PROVINCES
วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง



ข้อกำหนดและนโยบายการให้บริการเว็บไซต์ | นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
© 2009 ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ All Rights Reserved.