รายละเอียดวิทยานิพนธ์
ชื่อวิทยานิพนธ์ รูปแบบความร่วมมือของภาคเอกชนกับภาครัฐในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์: กรณีศึกษา ธุรกิจโรงแรมในจังหวัดนครราชสีมา
Co-Operative Model Between Private and Government Sector on Ecotourism Promotion : A Case Study of Hotel Business in Nakhon Ratchasima Province
ชื่อนิสิต กำธร ศรีน้อย
Kumthorn Srinoy
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา รศ ดร สุรนาท ขมะณะรงค์ ดร ช่อ วายุภักตร์
Asso Prof Dr Suranart Khamanarong Dr Chor Vayupak
ชื่อสถาบัน มหาวิทยาลัยขอนแก่น. บัณฑิตวิทยาลัย
Khon Khan University. Khon Kaen (Thailand). Graduate School.
ระดับปริญญาและรายละเอียดสาขาวิชา วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. ศิลปศาสตร์ (การบริหารการพัฒนา)
Master. Arts (Development Administration)
ปีที่จบการศึกษา 2544
บทคัดย่อ(ไทย) รูปแบบความร่วมมือของภาคเอกชนกับภาครัฐในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ :กรณีศึกษา ธุรกิจโรงแรมในจังหวัดนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาข้อมูล สภาพทั่วไปด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของธุรกิจโรงแรมในจังหวัดนครราชสีมา 2. เพื่อ ศึกษาความต้องการความคิดเห็น, ข้อเสนอแนะ, รูปแบบการจัดการ การท่องเที่ยวเชิง อนุรักษ์ในองค์กรภาคเอกชนที่นำไปสู่รูปแบบความร่วมมือของภาคเอกชนในการส่งเสริมการ ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กับภาครัฐ 3. เพื่อสร้างรูปแบบของความร่วมมือที่เหมาะสมของ ภาคเอกชนกับภาครัฐในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยใช้วิธีการศึกษาจากเอกสาร และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้แบบสอบถามที่มีโครงสร้างและดำเนินการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก เก็บข้อมูลจากผู้จัดการทั่วไป หรือเจ้าของกิจการที่ดำเนินธุรกิจโรงแรมด้านการท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์จำนวน 13 ท่าน ทั้ง 13 โรงแรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการนำเสนอในเชิงพรรณนาบรรยายความ สรุปผลการศึกษาได้ดังนี้ 1. โรงแรมที่ดำเนินธุรกิจด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ส่วนใหญ่จะเน้นการให้ บริการห้องพักรวมถึงอาหารและเครื่องดื่มเป็นหลัก โดยเน้นจุดการพักผ่อนที่สัมผัสกับ ธรรมชาติ ซึ่งอยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จะมีกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นกิจกรรมเสริมเพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาใช้บริการในโรงแรมมากขึ้น โรงแรมจะมี พื้นที่และที่พักที่มีขนาดแตกต่างกัน การตกแต่งจะเน้นทั้งความทันสมัยและที่คงสภาพ แวดล้อมทางธรรมชาติเดิม ส่วนโครงสร้างการบริหารงานส่วนใหญ่จะมีลักษณะสายการบังคับ บัญชาที่สั้น รวดเร็ว และสามารถปรับรับเข้ากับนโยบายขององค์กรได้ดี 2. ความต้องการของภาคเอกชนต่อความร่วมมือกับภาครัฐ ส่วนใหญ่ภาคเอกชนต้องการ ให้ภาครัฐมีความชัดเจนในการร่วมมือกับภาคเอกชน ควรเข้าร่วมกับภาคเอกชนให้มากขึ้น ในส่วนความคิดเห็นของภาคเอกชนต่อภาครัฐ ภาคเอกชนมองถึงความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์ว่ายังมีน้อย ไม่ชัดเจน ควรมีการประชาสัมพันธ์มากกว่านี้ ข้อเสนอแนะของภาค เอกชนเสนอแนะว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ควรให้ประชาชนในท้องถิ่นเข้าร่วม ในกระบวนการของการส่งเสริม เพื่อส่งผลดีในทุกฝ่าย ในเรื่องของรูปแบบการจัดการท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์ ภาคเอกชนมองว่าควรมีการปรับปรุงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อสร้างจุดขาย ให้มีมากขึ้น 3. รูปแบบความร่วมมือที่เหมาะสมในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ควรร่วมประสานทั้ง 3 องค์กร ได้แก่ 1) ธุรกิจภาคเอกชน จะต้องมีการรวมกลุ่มของธุรกิจ เพื่อเป็นประโยชน์ ในการประสานความร่วมมือกับภาครัฐ จะต้องบริหารจัดการองค์กรที่เอื้อต่อการประสานความ ร่วมมือ รวมถึงการพัฒนาและปรับปรุงธุรกิจด้านการท่องเที่ยว 2) องค์กรภาครัฐ ควรติดต่อ ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนให้มีประสิทธิภาพ มีความชัดเจนและจริงจังมากขึ้น รวมถึง ส่งเสริมประชาสัมพันธ์ รณรงค์เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้กับประชาชนให้เข้าใจ 3) ประชาชนในท้องถิ่น ต้องมีส่วนร่วมทั้งกระบวนการ ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิง อนุรักษ์ ทั้งร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมแก้ไขปัญหา ร่วมปฏิบัติและตรวจสอบ ตลอดจนการ ได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อันจะนำไปสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์ที่ยั่งยืน และคุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น
บทคัดย่อ(English) The objective of this research Co-opertive Model between Private and Government Sectors on Ecotourism Promotion: A case study of Hotel Business in Nakhon Ratchasima Province were 1) to study general information on ecotourism of hotel business in Nakhon Ratchasima Province; 2) to study needs, opinions, suggestions, management model, ecotourism in the private sector leading to its co-operative model on ecotourism with the government sector; and 3) to create an appropriate co-opertive model on tourism promotion of the private and government sectors through the document study. The collection of qualitative data was by means of a questionnaire with structure and in-depth interview implementation. Data collection was carried out with 13 general managers or business owners in hotel business on ecotourism. Data analysis was conducted by percentage, mean, standard deviation, including the descriptive presentation. The results could be concluded as follows: 1. Most hotel with ecotourism would emphasize room service, including food and beverage, focusing mainly on recreation sports with nature exposure, close to Khao yai National Park-activities would be held to attract more tourists to the hotels, which had different sizes of areas and accommodation. Their decorations emphasized modernity and the same natural environment unkeep, while most management structure would contain shot and quick hierarchy, well adjusted to the sectors policy. 2. The private sectors need towards the government sectors co-operation: Chiefly, it wanted co-operative clarity with more co-operation from the government sector. For ecotourism co-operation, it thought that the governments co-operation was little, unclear and needed more publicity. Its suggestions were that local people should participate in promotion process to benefit all. For the co-operative model, it stated that improvement on ecotourism should be always maintained for more sale sports. 3. The co-operative model should be co-ordinated among three sectors: 1) Private business-business grouping should be done as useful in co-ordination with the government sector; sector management must facilitate such co-ordination, including improvement of ecotourism business. 2) Government sector-co-ordination with the private sector should be effectively done, with more clarity and seriousness, including promotion and publicity as well as ecotourism campaign so that the public would understand. 3) Local people-they must participate in ecotourism promotion process by sharing ideas, decision making, problem solving, practising and checking with a view to getting benefit, which would lead to permanent ecotourism promotion and better life quality.
ภาษาที่ใช้เขียนวิทยานิพนธ์ 954-654-856-5
จำนวนหน้าของวิทยานิพนธ์
ISBN
สถานที่จัดเก็บวิทยานิพนธ์
คำสำคัญ
วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง




เว็บไซต์นี้ใช้งานคุกกี้ ในการใช้งานสามารถใช้งานเว็บไซต์อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
เว็บไซต์นี้จะมีเก็บค่าคุกกี้ เพื่อให้การใช้งานเว็บไซต์ของท่านเป็นไปอย่างความราบรื่นและเป็นส่วนตัวมากขึ้น จึงขอให้ท่านรับรองว่าท่านได้อ่านและทำความเข้าใจนโยบายการใช้งานคุกกี้
Accept
นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล | ข้อกำหนดและนโยบายการให้บริการเว็บไซต์
© 2009 ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ All Rights Reserved.