รายละเอียดวิทยานิพนธ์
ชื่อวิทยานิพนธ์ การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย : ศึกษาเฉพาะกรณีการกระทำไว้เพื่อเป็นการป้องกัน ภยันตรายไว้ล่วงหน้า
Lawful Defence : Emphasis on the Defence in Advance
ชื่อนิสิต เอกพล ปริมา
Akapol Parima
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา รศ ดร สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล
ชื่อสถาบัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย
Thammasat University. Bangkok (Thailand). Graduate School.
ระดับปริญญาและรายละเอียดสาขาวิชา วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. นิติศาสตร์ (กฎหมายอาญา)
Master. Law (Criminal Law)
ปีที่จบการศึกษา 2541
บทคัดย่อ(ไทย) หลักเกณฑ์การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายที่สำคัญประการหนึ่ง คือการป้องกันภยันตรายที่ ใกล้จะถึง หากภยันตรายยังอยู่ห่างไกลผู้ที่จะรับภัยย่อมมีหนทางที่จะขจัดปัดเป่าภยันตราย ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ การวินิจฉัยปัญหาว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงหรือไม่นั้นต้องดูพฤติการณ์ เป็นเรื่องๆ ไป วางหลักกว้างๆ ว่า หมายถึง การประทุษร้ายนั้นกำลังจะเกิด เกิดขึ้นแล้ว และยังคงมีอยู่ไม่สิ้นสุดไป คำว่าใกล้จะถึงจึงน่าจะมีความหมายถึงภยันตรายที่กำลังปรากฎอยู่ เฉพาะหน้าหรือเป็นภยันตรายที่เกิดขึ้นและกำลังเกิดอยู่ต่อไปอีก การให้คำนิยามดังกล่าวนับว่า สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของหลักการป้องกัน เนื่องจากความสอดคล้องกับต้นร่างเดิมภาษาอังกฤษ ที่ใช้คำว่า imminent ซึ่งผู้ตรวจพิจารณาแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาบางท่านเคยเสนอให้ใช้ คำว่า เผชิญหน้า แทนความหมายของคำดังกล่าว จึงอาจตีความหมายได้ว่าผู้กระทำการป้องกัน ควรที่จะเผชิญหน้า (face to face) กับเหตุการณ์ที่เป็นภยันตรายอันละเมิดต่อกฎหมายนั้น และ ทำการตอบโต้ต่อภยันตรายนั้นด้วยวิถีทางที่เหมาะสม ได้สัดส่วนกับภยันตราย กรณีที่บุคคลได้กระทำไว้เพื่อเป็นการป้องกันภยันตรายไว้ล่วงหน้า ซึ่งหมายความถึง การกระทำที่เป็นการตระเตรียมการป้องกันภยันตรายที่ยังไม่ใกล้ที่จะเกิดขึ้นในขณะนั้น แต่ผู้ กระทำได้กระทำไปโดยคาดว่าจะเกิดขึ้นหรือน่าจะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าในไม่ช้า ผู้ป้องกัน ได้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อป้องกันภยันตรายนั้น รวมถึงการป้องกันภยันตรายที่จะคุกคาม สิทธิที่อาจไม่ใช่การละเมิดต่อกฎหมายด้วย เช่นการวางระบบปืนสปริง การปล่อยกระแสไฟฟ้าไป ตามเส้นลวดหรือโลหะนำไฟฟ้า เป็นต้น เมื่อมีผู้ได้รับผลร้ายจากการกระทำเช่นว่านั้นจะอ้างว่าเป็น การป้องกันได้หรือไม่อย่างไร การกระทำการไว้เพื่อเป็นการป้องกันภยันตรายไว้ล่วงหน้า ในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ มีกรณีการวางปืนสปริงหรือกลไกประดิษฐ์อื่นๆ (spring guns and other traps) ไว้ตาม สถานที่ต่างๆ เพื่อป้องกันสิทธิของตน เมื่อมีผู้ได้รับผลร้ายจากการกระทำดังกล่าว จะเป็นการ กระทำที่ชอบหรือไม่ต้องพิจารณาโดยการสมมติว่าถ้าผู้ใช้สิทธิป้องกันเผชิญหน้ากับเหตุการณ์เช่นนั้น เขามีสิทธิจะกระทำต่อผู้ประทุษร้ายด้วยตนเองได้หรือไม่ หากมีสิทธิที่จะกระทำได้ถ้าเขาอยู่ใน ที่เกิดเหตุ การกระทำนั้นก็เป็นการป้องกันโดยชอบ การป้องกันภยันตรายไว้ล่วงหน้าอาจกระทำได้ โดยต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ที่มีลักษณะเป็นข้อยกเว้น การกระทำไว้เพื่อเป็นการป้องกันภยันตรายไว้ล่วงหน้า ในฝรั่งเศสมีข้อสันนิษฐานของ กฎหมายที่ให้สิทธิผู้ป้องกันในการฆ่าหรือทำร้ายผู้บุกรุกในบางกรณี อันเป็นการแก้ปัญหาในความ ไม่แน่นอนของการกระทำไว้เพื่อเป็นการป้องกันภยันตรายไว้ล่วงหน้า ตามกฎหมายอาญาเยอรมนี ไม่ได้มีบทบัญญัติไว้เป็นพิเศษ คงมีเพียงแต่กรณีที่ศาลตีความขยายขอบเขตหลักภยันตรายใกล้จะถึง ในการอ้างสิทธิป้องกันนั้นค่อนข้างกว้างขวาง การกระทำไว้เพื่อเป็นการป้องกันภยันตรายไว้ล่วงหน้า ตามกฎหมายไทยนั้น ยังคงต้องอยู่ ภายในหลักเกณฑ์การป้องกันตามความหมายของมาตรา 68 ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำไว้ เพื่อเป็นการป้องกันภยันตรายไว้ล่วงหน้าจึงเป็นหลักเรื่อง ภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าหาก ต่ความตามตัวบทกฎหมายโดยเคร่งครัดแล้ว การกระทำไว้เพื่อเป็นการป้องกันภยันตรายไว้ล่วงหน้า ไม่อาจที่จะอ้างได้ว่าเป็นการป้องกันภยันตรายที่ใกล้จะถึง ผู้ทำการป้องกันไม่ได้เผชิญหน้ากับ ภยันตราย และขณะที่ลงมือทำการป้องกันนั้นยังไม่มีภยันตรายเกิดขึ้นแต่อย่างใด เมื่อไม่ครบหลักเกณฑ์ ที่กฎหมายบัญญัติก็ไม่อาจอ้างว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายได้ ตามแนวคำพิพากษา ของศาลได้ใช้หลักการสมมติและหลักบังเอิญ อันเป็นหลักเดียวกันกับในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ กล่าวคือจะสมมติว่าถ้าผู้ทำการป้องกันเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ จะสามารถกระทำการป้องกันได้ หรือไม่ ถ้าบังเอิญผู้ได้รับผลร้ายเป็นผู้ที่จะมาประทุษร้ายก็สามารถอ้างป้องกันได้ แต่ถ้าผู้ได้ รับผลร้ายไม่ใช่ผู้ที่จะมาประทุษร้ายก็ไม่อาจอ้างการป้องกันได้ ทำให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นอยู่ กับโอกาสหรือดวงของทั้งผู้ป้องกันและผู้ได้รับผลร้าย โดยในแต่ละคดีผลของคำวินิจฉัยจะแตกต่าง กันออกไป ศาลจะพิจารณาจากผลการกระทำไว้เพื่อเป็นการป้องกันภยันตรายไว้ล่วงหน้าเป็นเกณฑ์ ในการวินิจฉัย การปรับใช้กฎหมายของศาลได้เข้ามามีบทบาทในการตีความโดยการขยายเจตนาป้องกัน ออกไปจากขณะลงมือทำการป้องกัน จนถึงมีภยันตรายเกิดขึ้นและจนกว่าภยันตรายนั้นจะสิ้นสุดลง ตามแนวทางของระบบ Common Law โดยถือว่าในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการแสดงออกของ เจตนาป้องกัน เมื่อมีภยันตรายเกิดขึ้นจึงถือว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงอันจะอ้างสิทธิป้องกัน ได้ซึ่งเป็นการปรับใช้กฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม การกระทำไว้เพื่อเป็นการป้องกันภยันตรายไว้ล่วงหน้า คงต้องอยู่บนหลักเรื่องการ ป้องกันซึ่งจากการศึกษาวิเคราะห์พบว่า กฎหมายยังไม่เอื้ออำนวยต่อการปรับใช้กับข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นอย่างมีหลักเกณฑ์ อ้างอิงตัวบทกฎหมายได้ ควรที่จะมีการเพิ่มเติมบทบัญญัติในประมวล กฎหมายอาญาในเรื่องป้องกันตามแบบอย่างของกฎหมายฝรั่งเศส อันเป็นข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ก็อาจจะทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
บทคัดย่อ(English) no original abstract
ภาษาที่ใช้เขียนวิทยานิพนธ์
จำนวนหน้าของวิทยานิพนธ์
ISBN
สถานที่จัดเก็บวิทยานิพนธ์
คำสำคัญ
วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง



© 2009 ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ All Rights Reserved.