รายละเอียดวิทยานิพนธ์
ชื่อวิทยานิพนธ์ วรรณยุกต์ภาษาไทยถิ่นอำเภอเมืองนครปฐม
TONES OF THE THAI DIALECT OF AMPHOE MUANG NARHON PATHOM
ชื่อนิสิต จรรยา นวลจันทร์แสง
Janya Nualjansaeng
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา ผศ ดร ม ร ว กัลยา ติงศภัทิย์
Asst.Prof.Dr. Kalaya Tingsabadh
ชื่อสถาบัน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย
Chulalongkorn University. Bangkok (Thailand). Graduate School.
ระดับปริญญาและรายละเอียดสาขาวิชา วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. อักษรศาสตร์ (ภาษาศาสตร์)
Master. Arts (Linguistics)
ปีที่จบการศึกษา 2534
บทคัดย่อ(ไทย) งานวิจัยนี้ศึกษาวรรณยุกต์ภาษาไทยถิ่นที่พูดในตำบลต่าง ๆ ของอำเภอเมืองนครปฐม เพื่อศึกษาระบบวรรณยุกต์และสัทลักษณะของหน่วยเสียงวรรณยุกต์ และนำไปใช้ในการแบ่งเขตภาษาถิ่นย่อยกลุ่มต่าง ๆ ในบริเวณดังกล่าวผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากผู้บอกภาษาจำนวน 23 คน ตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้โดยคัดเลือกตัวแทนมาตำบลละ 1 คน รายการคำที่ใช้ในการสัมภาษณ์ประกอบด้วยคำ 1 พยางค์ และคำเทียบเสียงวรรณยุกต์ การวิเคราะห์ใช้การฟังเป็นหลัก มีการวิเคราะห์ข้อมูลบางส่วนด้วยเครื่อง DSP Sona-GraphModel 5500 เพื่อนำผลการวิเคราะห์ที่ได้มาสนับสนุนผลจากการวิเคราะห์โดยการฟัง ผลการวิจัยพบว่า วรรณยุกต์ของภาษาไทยถิ่นอำเภอเมืองนครปฐมมีเพียงระบบเดียวคือ ระบบ 5 หน่วย เสียงวรรณยุกต์ ได้แก่ กลาง-ระดับ,กลางค่อนข้างสูง-ตก,กลางค่อนข้างสูง-ระดับ-ตก, กลาง-ขึ้น และ ต่ำ-กลาง-ขึ้น สัทลักษณะของหน่วยเสียงวรรณยุกต์ทั้ง 5 หน่วย เสียงมีการแปรไปตามตำบลต่าง ๆ สามารถนำมาจำแนกภาษาถิ่นย่อยได้เป็นหลายกลุ่มด้วยกันทั้งนี้ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์ในการพิจารณาจัดกลุ่มภาษาถิ่นย่อยขึ้น 3 เกณฑ์โดยใช้ลักษณะการปรากฏของเสียงวรรณยุกต์ ได้แก่ เกณฑ์ที่ 1 เกณฑ์การปรากฏสูงสุด, เกณฑ์ที่ 2 เกณฑ์การปรากฏร่วม และเกณฑ์ที่ 3 เกณฑ์การปรากฏ-ไม่ปรากฏ ผู้วิจัยนำเกณฑ์ทั้งสามนี้มาแบ่งเขตภาษาถิ่นย่อยและแสดงลงในแผนที่ภาษา โดยแสดงทีละหน่วยเสียงวรรณยุกต์และแยกพิจารณาตามประเภทของพยางค์ คือ พยางค์เป็น พยางค์ตายสระเสียงยาว และพยางค์ตายสระเสียงสั้น จากนั้นจึงนำผลวิเคราะห์ดังกล่าวมาพิจารณาร่วมกันทั้ง 5 หน่วย เสียงวรรณยุกต์เพื่อแบ่งเขตภาษาถิ่นย่อย โดยพิจารณาทีละเกณฑ์ ได้ผลออกมาเป็น 7 แบบ พบว่า ภาษาถิ่นย่อยในบริเวณที่ศึกษาประกอบไปด้วยภาษาถิ่นย่อยจำนวนมาก ตั้งแต่ 13 ถึง 23 ถิ่นย่อย ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้
บทคัดย่อ(English) This thesis studies tones of the Thai dialect spokenin various districts of Amphoe Muang Nakhon Pathom. Both thetone system and the phonetic characteristics of each toneare analyzed and the results are used to determinesub-dialect areas. Data were collected from 23 informants,who were chosen according to a set of criteria, to represent23 districts. They include monosyllabic words and minimalpairs. All of the data were analyzed auditorily and somewere analyzed instrumentally using the DSP Sona-Graph Model5500. The results of instrumental analysis were used toverify those of auditory analysis. All of the varieties under study have five tones :mid-level, upper-mid-falling, upper-mid-level-falling,mid-rising and low-level-rising. The phoneticcharacteristics of every tone vary from one area to another.Such variation can be used to divide the area under studyinto many sub-dialect areas. Three criteria, all of whichconcern occurence of tonetic variants, were used in thedivision : first, the most frequent occurence; second,co-occurence, and third, occurence and non-occurence. Eachcriterion was applied to the data of each tone in eachsyllable type (i.e. live syllable, dead syllable with longvowel, and dead syllable with short vowel) where applicable.The results are shown on maps. Finally all of the resultsaccording to each criterion are compiled together yielding 7types of possible results. It is found that there arebetween 13 and 23 sub-dialects depending on the criterionused.
ภาษาที่ใช้เขียนวิทยานิพนธ์
จำนวนหน้าของวิทยานิพนธ์ 227 P.
ISBN 974-581-577-2.
สถานที่จัดเก็บวิทยานิพนธ์
คำสำคัญ DIALECT, TONES, NAKHON PATHOM
วิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้อง




เว็บไซต์นี้ใช้งานคุกกี้ ในการใช้งานสามารถใช้งานเว็บไซต์อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
เว็บไซต์นี้จะมีเก็บค่าคุกกี้ เพื่อให้การใช้งานเว็บไซต์ของท่านเป็นไปอย่างความราบรื่นและเป็นส่วนตัวมากขึ้น จึงขอให้ท่านรับรองว่าท่านได้อ่านและทำความเข้าใจนโยบายการใช้งานคุกกี้
Accept
นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล | ข้อกำหนดและนโยบายการให้บริการเว็บไซต์
© 2009 ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ All Rights Reserved.